ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไป ของจำลอง ฝั่งชลจิตร ให้ภาพการเปลี่ยนแปลงของเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่ระดับครอบครัว จนถึงชุมชน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทอดทิ้งขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของท้องถิ่น ผลก็คือเป็นการทิ้งไว้ให้ผู้อ่านได้ใคร่ครวญเองว่า ครอบครัวและชุมชนจะอยู่ได้อย่างไรหากขาดสิ่งยึดโยงจิตใจ ผู้เขียนยังคงได้เสนอภาพที่ตระหนกว่า หากมีวัฒนธรรมและประเพณีใดที่ยังคงรักษาอยู่ ก็เป็นเพียงสินค้าทางวัฒนธรรมที่ถูกเร่ขาย โดยที่ชุมชนเองได้ลืมเลือนแก่นแกนของความเชื่อและความศรัทธาดั้งเดิมไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่ผู้เขียนเสนออีกประการก็คือ สภาพชุมชนที่อ่อนแอไม่สามารถรู้เท่าทันเกมหลอกล่อของลัทธิบริโภคนิยมได้ โดยการเสียดสี โฆษณา ข่าว หรือการแข่งขันของสินค้าที่มีอยู่จริง และไม่เพียงวัฒนธรรมเท่านั้นที่ถูกขาย แต่มนุษยธรรมและจริยธรรมก็ถูกซื้อได้โดยง่ายด้วย การเสียดสีสังคมดังกล่าวผู้เขียน ผู้เขียนไม่ตัดสินแทนผู้อ่าน เพราะเดินเรื่องผ่านตัวละครในชุมชน ทำให้ผู้อ่านต้องใช้วิจารณญาณเองในการตีความ และแม้ว่าผู้เขียนจะเขียนถึงสังคมเล็กสังคมหนึ่งแต่มันก็สามารถสื่อสารถึงความเป็นไปและชะตากรรมได้ในทุกสังคม
อุบัติการณ์ ของวรภ วรภา รวมเรื่องสั้น 14 เรื่องนี้มีเสน่ห์อยู่ที่ “เรื่องราว” ที่น่าอัศจรรย์ใจและน่าขบคิดของชุมชนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์อย่างน้อย 3 กลุ่ม คือชาวไทยมุสลิม ชาวไทยพุทธ และชาวไทยเชื้อสายจีน ผู้เขียนใช้วิธีการเล่าเรื่องโดยเน้นการบรรยายการพรรณนาอย่างละเอียดลออ เห็นความตั้งใจในการสืบทอดแนวทางการเล่าเรื่องแบบวรรณกรรมสร้างสรรค์ไทยที่มุ่งวิเคราะห์และตีแผ่ปัยหาสังคม ทำให้ประเด็นปัญหาสังคมในเรื่องสั้นชุดนี้ มีเหตุผลและที่มา ซึ่งผู้อ่านสามารถกระโจนลงสู่การวิเคราะห์ปัญหาไปพร้อมๆกับนักเขียนได้อย่างไม่เบื่อหน่าย
กลวิธีการเล่าเรื่องโดยการใช้กระแสสำนึกและการใช้สัญลักษณ์เปรียบเทียบเปรียบเปรยซึ่งเป็นกลวิธีที่ค่อนข้างเด่นในรวมเรื่องสั้นชุดนี้ก็ทำให้เรื่องสั้นส่วนใหญ่มีมิติเชิงลึกที่ทำให้ผู้อ่านสามารถอ่านความหมายของเรื่องได้หลายระดับ ทั้งในระดับ “เรื่องราว” ที่สัมผัสได้จากท้องเรื่อง หรือระดับของ “ความหมายเชิงลึก” หรือ “ความหมายโดยอ้อม” ที่ผู้อ่านต้องใช้ประสบการณ์ในการอ่านขั้นสูงขึ้นไป
หัวใจสำคัญของรวมเรื่องสั้นชุดนี้คือการเสนอภาพแห่งสายใยสัมพันธ์ภายในชุมชนที่ถูกบ่อนทำลายลงด้วยปัจจัยทั้ง “ภายนอก” และ “ภายใน” กล่าวคือพร้อมๆกับที่ชุมชนถูกกระแสการพัฒนาและกระแสบริโภคทำลายตัวตนและสายใยชุมชนลงไป ภายในชุมชนก็บ่อนเซาะกันเอง จนยากที่จะต้านทานการสูญเสีย อย่างไรก็ดี “อุบัติการณ์” ก็ไม่ได้คร่ำครวญถึงความสูญเสียนั้นอย่างเสียสติ แต่พยายามฉายให้เห็นการกลับตัวของชาวบ้านเพื่อตอบโต้กับการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยวิธีการแบบชาวบ้านที่ผู้อ่านต้องยกนิ้วให้ว่า “ชาญฉลาด”
นิทานกลางแสงจันทร์ ของประชาคม ลุนาชัย ตัวผู้เขียนนำเสนอความคิดในการมองสังคมผ่านภาษาที่เรียงร้อยอย่างประณีต น่าอ่าน แฝงน้ำเสียงประชดประชัน เสียดสี เหน็บแนมและล้อเลียน แสดงทัศนะในการมองสังคมด้วยกลวิธีหลากหลายรูปแบบ ใช้กลวิธีการเขียนแนวสัจนิยมมหัศจรรย์และการสร้างเรื่องเกินจริงเยาะหยันความเป็นมนุษย์ ทำให้ผู้อ่านสะเทือนอารมณ์ได้อย่างเข้มข้น เช่นการสร้างเรื่องให้มนุษย์ไม่ต่างจากสัตว์เลื้อยคลาน สร้างเรื่องให้เห็นเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ในการป้ายสีทำร้ายผู้อื่นอย่างแยบยล และสร้างเรื่องให้ตระหนักถึงความก้าวล้ำในวิทยาการสมัยใหม่ที่ย่างกรายเข้ามา เปลี่ยนแปลงธรรมชาติ เป็นต้น ใช้กลวิธีการปรับเปลี่ยนผู้เล่าเรื่องเสนอทัศนะและมุมมองที่ทำให้เห็นการฉกฉวยความพิกลพิการของมนุษย์สร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองยุคบริโภคนิยม ใช้กลวิธีการเสนอภาพคู่เทียบเคียงระหว่างมนุษย์กับสัตว์ด้วยภาพหญิงชราที่ลูกหลานทอดทิ้งกับแมวโซที่เสาะหาอาหารเลี้ยงลูก ใช้กลวิธีสร้างนิทานเทียบอธิบายความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ในสังคมที่หนีไม่พ้นอำนาจและเงินตราซึ่งมีทั้งชัยชนะและหายนะ
เจ้าหงิญ ของบินหลา สันกาลาคีรี รวมเรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องนี้อาจอ่านแยกกันเป็นเรื่องๆ แต่ด้วยวิธีการจัดเรียงอย่างมีระเบียบ ทำให้เรื่องสั้นทั้ง 8 กลายเป็นเรื่องสั้นในเรื่องยาว เป็นนิทานซ้อนนิทานที่เรื่องต้นกับเรื่องท้ายมาบรรจบกันอย่างแนบเนียน ชวนให้คิดและขันในความช่างคิดของผู้เขียน
ผู้เขียนเล่าเรื่องในรูปของนิทาน ซึ่งอิงกับประสบการณ์การอ่านการฟังนิทานของคนในสังคม ผู้อ่านจะสดับสำเนียงของนิทานหลายเรื่องที่ถักร้อยสัมพันธ์โยงใยกัน ทั้งเจ้าชายน้อย ทั้งดอกแดฟโฟดิส ทั้งนักต่อสู้ที่มีจำนวน 7 เช่นพวกเจ็ดประจัญบาน เจ็ดยอกมนุษย์ เจ็ดสิงห์แดนเสือ เจ็ดซามูไร และคนแคระทั้งเจ็ดก็มาด้วย ผู้อ่านจะซึมซับลีลาการเล่านิทานทั้งของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สันและทั้งของเทพศิริ สุขโสภา ที่ทั้งเรียบง่ายและงดงาม เรียบง่ายด้วยภาษาที่อุดมด้วยกวีโวหาร และจินตภาพที่อาจปลุกจินตนาการผู้อ่านให้บรรเจิดเพริดพราย
สาระสำคัญของเจ้าหงิญอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่เยี่ยงมหากาพย์เรื่องสำคัญของโลก แต่นิทานอันอ่อนหวานอ่อนโยนอย่างเจ้าหงิญบอกให้เรารู้ว่าในโลกความเป็นจริงที่ขมขื่นจักดำรงอยู่ได้อย่างสันติก็ด้วยพลังของสุนทรียะ
เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง ของ ศิริวร แก้วกาญจน์ เป็นการเล่าเรื่องสภาพของกรุงเทพฯในกระแสบริโภคนิยม แต่กลวิธีในการเล่าเรื่องนี้มีความโดดเด่นคือการสร้างเรื่องซ้อนเรื่องแบบนิทาน และชื่อเรื่องที่ยอกย้อนสอดคล้องกับวิธีการเล่าเรื่องที่ตีแผ่ให้เห็นมุขก้านของการเล่าเรื่อง นอกจากนี้การเล่าเรื่องแบบนิทานมีการเล่นแนวเรื่องนำ คือ การกล่าววลีซ้ำๆกันตลอดเรื่อง
แต่ในรูปแบบเรื่องเล่าแบบนิทานที่มีลีลาการเล่าเรื่องอย่างไร้เดียงสานั้นเป็นเพียงกลลวง แท้จริงแล้วเรื่องสั้นชุดนี้ เป็นการวิพากษ์สังคมที่เฉียบคม โดยการแสดงชีวิตคนเมืองที่ถูกกระแสบริโภคนิยมครอบงำ ผู้เขียนยกสถานการณ์ที่คนถูกหลอกล่อให้ตกเป็นทาสของสินค้าโดยไม่รู้ตัวเหมือนต้องมนต์หรือแสดงอำนาจลวงของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นความจริงและความลวงเหลื่อมเข้าหากันอย่างแยกไม่ออก
นอกจากนี้ผู้เขียนยังใช้เรื่องที่ง่ายๆไม่ซับซ้อนยกประเด็นเล็กๆ ที่คนมองข้ามขึ้นมานำเสนอ ทำให้ผู้อ่านได้ฉุกคิดว่า ความเชื่อ ความคิด และการกระทำที่คนเราทำตามๆกันมานั้น เป็นไปอย่างมีเหตุผลหรือไม่ บางเรื่องผู้เขียนแสดงให้เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมเกิดจากสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่ที่ลุกลามใหญ่โตนั่นเป็นเพราะความเขลาของมนุษย์เอง ประเด็นที่ดูเหมือนเล็กน้อยเหล่านี้ ที่แท้ก็คือนิทานเปรียบเทียบที่ทำให้ผู้อ่านสามารถนำไปคิดต่อได้อย่างลุ่มลึก และผู้เขียนยังใช้ท่าทีวิพากษ์วิจารณ์สังคมด้วยอารมณ์ขันและมักใช้วิธีแย้งตนเอง คือการปฏิเสธความคิดที่ตนเองนำเสนอ นับเป็นท่าทีของสังคมร่วมสมัยที่เกิดความไม่แน่นอนของสรรพสิ่ง หรือการไม่สามารถบ่งชี้ว่า อะไรคือความจริงแท้
สายลมบนถนนโบราณ ของมาโนช พรหมสิงห์ เป็นรวมเรื่องสั้นทั้ง 9 เรื่อง ซึ่งใช้แนวท้องถิ่นนิยมและจารีตนิยมเป็นลีลาในการนำเสนอแนวคิดการเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่น ความล่มสลายของวัฒนธรรม และอารมณ์โหยหาอดีตที่งดงาม
ผู้เขียนใช้วิธีการพรรณนาสภาพอารมณ์ ความคิดของตัวละครซึ่งเป็นผลกระทบจากปัญหาสังคมอย่างละเอียดลออด้วยภาษาที่อิ่มด้วยวรรณศิลป์ รวมเรื่องสั้นชิ้นนี้เป็นงานทีมุ่งผลิตซ้ำอุดมคติแห่งมนุษยนิยมเชิดชูคุณธรรมของมนุษย์ เพรียกหาความดีงาม ซึ่งประดุจ “สายลม” บน “ถนนโบราณ” ให้พัดแผ่วมาในถนนสายใหม่ แม้เพียงบางเบา ก็เพียงให้ผู้อ่านได้หวนไปใคร่ครวญถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ทั้งอารมณ์ ความคิดของมนุษยชาติที่สร้างสมเป็นอู่อารยธรรมที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง
นักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได ของจักรพันธุ์ กังวาฬ เป็น 13 เรื่องสั้นที่ท้าทายผู้อ่านด้วยลีลาการเล่าเรื่องที่กระฉับกระเฉงการบรรยายและพรรณนาไม่เยิ่นเย้อ แต่ให้ภาพและบรรยากาศที่ไม่แตกต่างจากการบรรยายและพรรณนาแบบสัจนิยมที่ผู้อ่านวรรณกรรมสร้างสรรค์คุ้นเคย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เรื่องสั้นชุดนี้มีพลังดึงดูดให้ผู้อ่านติดตามกระแสของเรื่องไปได้โดยไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดหรือชักนำ
การใช้วิธีเล่าเรื่องแบบนิทานเปรียบเทียบ ยังทำให้รวมเรื่องสั้นชุดนี้อ่านง่าย และท้าทายการตีความ ผู้อ่านจะรู้สึกว่าสามารถเก็บซับสาระทางความคิดที่เรื่องสืบสะท้อนออกมาได้หลายความหมาย และหลายระดับ ที่สำคัญ แม้สาระความหมายเหล่านั้นจะเป็นเรื่องที่ขบเคี้ยวได้ยากในมุมมองทั่วไป แต่ลีลาการเล่าเรื่องแบบนิทานเปรียบเทียบในเรื่องสั้นชุดนี้ก็ทำให้สาระความหมายดังกล่าวเป็นที่รับรู้ของผู้อ่านได้ง่าย
รวมเรื่องสั้นชุดนี้สะท้อนบรรยากาศ อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก และวิถีของสังคมไทยที่ถูกบงการด้วยอุดมการณ์บริโภคนิยม ทุกอย่างถูกทำให้เป็นสินค้า มนุษย์สูญเสียตัวตนหรืออัตลักษณ์ ความจริง ความเชื่อ ความศรัทธากลายเป็นสิ่งที่สามารถสร้างหรือสถาปนาขึ้นมาได้ผู้คนจึงตกอยู่ในภาวะของความสับสน ยากที่จะแยกแยะระหว่างความจริง/ความลวง ข้างนอก/ข้างใน ชีวิตจริง/ละคร รวมเรื่องสั้นเล่มนี้น่าจะเป็นการท้าทายการอ่าน เนื่องจากแสดงถึงกลิ่นอายของการเล่าเรื่องและการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในวรรณกรรมไทยร่วมสมัย
ต้นไม้ประหลาด ของอุเทน พรมแดง เป็น 12 เรื่องสั้นที่มีความเด่นอยู่ตรงที่แนวการเขียนแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ ที่ผู้แต่งใช้ลีลา การเล่าเรื่องแบบเหลือเชื่อหรือเกินจริง แต่อยู่ในกรอบสำนึกแห่งความเป็นจริง ก่อให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ พร้อมๆกับการรับรู้ในความรับผิดชอบชั่วดีของชีวิต เช่นเรื่อง เด้กชายกับต้นไม้ประหลาด ที่ขลุ่ยตัวละครเอกของเรื่อง เดิมเป็นเด็กที่พ่อและแม่เลี้ยงรังเกียจ ต่อมาเมื่อขลุ่ยมีต้นไม้ประหลาดงอกออกมาทางปาก ออกผลอร่อยและทำรายได้มาสู่ครอบครัว ขลุ่ยกลับได้รับการเอาอกเอาใจและการดูแลอย่างดีจากทุกคนในครอบครัว แต่เมื่อต้นไม้ประหลาดหยุดออกผล ขลุ่ยและต้นไม้ประหลาดถูกทำลายจนสิ้นชีวิตไปพร้อมๆกันอย่างไม่ใยดีสะท้อนให้เห็นว่าคนในสังคมคบกันเพียงผิวเผินเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น
เรื่องในภวังค์ ทองก้อนคือตัวละครเอกของเรื่อง ได้เปลี่ยนชื่อเป็นธนากร หลังเข้าสู่วงการบันเทิงและได้ผ่าตัดแปลงโฉม จนมีรูปลักษณ์ผิดมนุษย์ทั่วๆไป เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจและสนองความคลั่งไคล้ใหลหลงของกลุ่มคนที่ชื่นชอบเท่านั้น สุดท้าย ธนากร คิดได้ว่าทุกอย่างเป็นเพียงมายา ไม่ใช้ตัวตนและความสุขที่แท้จริงของชีวิต จึงหนีหายไปจากสังคม ผ่าตัดแปลงโฉมกลับเป็นทองก้อนคนเดิม
เรื่องกัปกัลย์ เรื่องของหญิงชราที่รอคอยการกลับมาเยี่ยมของลูกๆ ทุกลมหายใจเข้าออก จวบจนสิ้นชีวิตในสภาพนั่งนิ่งชันเข่าชะเง้อคอยเป็นที่เวทนาแก่ผู้พบเห็น จนในที่สุดโครงกระดูกที่นั่งนิ่งมานานนับสิบปีก็ได้มลายไป เมื่อลูกชายคนหนึ่งของแก กลับมาในสภาพที่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร สะท้อนการทอดทิ้งผู้สูงอายุในสังคมปัจจุบัน
ส่วนเรื่องในแนวสัจนิยม ผู้แต่งยังคงย้ำถึงความผิดชอบชั่วดีและสัจธรรมของชีวิต อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงตระหนัก เช่นเรื่องความตายครั้งต่อไป กล่าวถึงตัวละครตัวหนึ่งที่เล่าถึงความตายที่ตัวเองพบผ่านมาหลายรั้งหลายหน นับตั้งแต่ความตายในวัยทารก เนื่องจากไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศหนาวเหน็บได้ ความตายในวัยเด้กด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ความตายในวัยรุ่นเพราะถูกฆาตกรรม ความตายในวัยผู้ใหญ่ด้วยการฆ่าตัวตาย อันเนื่องมาจากความล้มเหลวทางธุรกิจ ตามมาด้วยความตายด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ควายด้วยวัตถุระเบิดเนื่องจากการก่อวินาศกรรม และสุดท้ายความตายด้วยมลพิษ เรื่องสั้นเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต
กล่าวได้ว่ารวมเรื่องสั้นเล่มนี้ เป็นเรื่องที่เร้าใจในการอ่าน เข้าใจง่ายแฝงด้วยข้อคิดอันเป็นสัจธรรมของชีวิต และก่อให้เกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ จนยากที่จะอ่านเพื่อความเพลิดเพลินแต่เพียงประการเดียว
ที่มา : http://board.dserver.org/j/jw2/00000342.html
วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)












0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น